ข่าวสารดีสำหรับสังคมไทยที่จะต้องเห็นค่าการศึกษา เพื่ออนาคตของประเทศ


เรื่องราวของการศึกษาในบ้านเมืองเราตอนนี้ เข้าขั้นวิกฤติไม่ว่าผมจะบรรยายที่ไหนจะไปเจอใคร ต่างก็มึนๆกันกับเรื่องราวของการศึกษาบ้านเรา ทั้งในมหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือแม้คนในกระทรวงศึกษาธิการเองก็ตาม ท่านผู้บริหารการศึกษา ครูบาอาจารย์ ผู้ปกครอง รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาของเรา ต่างก็รู้สึกว่าการศึกษาบ้านเรานี่มันแปลกๆ สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ซึ่งมีหน้าที่ในการวัดผลการเรียนของนักเรียนทั้งประเทศ ประกาศคะแนนเฉลี่ยในการทดสอบของนักเรียนเราแทบทุกวิชาในแต่ละช่วงชั้นตกต่ำลงมาตลอด ในขณะที่รัฐบาลเราจ่ายเงินลงทุนด้านการศึกษาเพิ่มมาเรื่อยๆจนปีที่แล้วเราทุ่มงบประมาณ 5 แสนล้านบาท ให้กับการศึกษา จ่ายเงิน มีงบให้มาก แต่วัดผลที่ไรก็เศร้าใจ หรือการศึกษาบ้านเรา ตกต่ำลงเรื่อยๆจริงๆ ไทยเราขอร่วมสอบ PISA ซึ่งเป็นการวัดความรู้ความสามารถของนักเรียนทั้งประเทศในกลุ่มประเทศ OECD

การสอบแบบนี้ดี เพราะเป็นการวัดความรู้ความเข้าใจจริงๆไม่ใช่การสอบแบบท่องจำครับ เนื่องมาจากจุดประสงค์ในการทำนั้นไม่ใช่การจัดทำเพื่อการแข่งขัน แต่เขาจัดทำเพื่อวัดผลและนำผลที่ได้ไปใช้การพัฒนาการศึกษา เพื่อคนในจะได้มีความรู้ความสามารถจริง(ต่างกันกับการสอบฟิสิกส์ คณิต เคมี ชีวะ โอลิมปิก ซึ่งเป็นการสอบแข่งขันกันเป็นรายคน) การสอบ PISA จัดโดยสุ่มให้นักเรียน ม.3 ทั้งประเทศของทุกประเทศที่เข้าร่วมสอบ ผลคือ ความสามารถในการเรียนรู้ ของนักเรียนเราน้อยมาก ความสามารถในทางคณิตศาสตร์ ต่ำระดับมาก ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ต่ำมากๆร่วมสอบมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ต่ำเกือบที่สุดในโลก ครั้งหลังต่ำกว่าเดิม ความสามารถในการเรียนรู้ของเราอยู่ในกลุ่มท้ายๆของโลก หรือเป็นเพราะเราใช้การศึกษาภาคบังคับ คือบังคับให้เด็กเราเรียนเยอะมาก มากกว่าบรรดาชาติต่างๆในโลก

เด็กไทยเราใช้เวลาเรียนในห้องเรียนมากที่สุดในโลกนั่นอาจจะเป็นผลให้ เด็กเราเบื่อการเรียนและหยุดการเรียนรู้เมื่อคิดว่าจบการศึกษา หรือเป็นเพราะเราบังคับเขามากเกินไป ด้วยความเชื่อว่าการฝึกวินัยต้องใช้การบังคับ เราบังคับให้เขาตัดผมเกรียน ร้องเพลงชาติและใส่ชุดลูกเสือ โดยไม่เคยถามหรือสนใจความสมัครใจของเขาเลย อาจเป็นผลให้เด็กเราขาดวินัย(ในตนเอง) ขาดการฝึกวินัยที่มาจากควบคุมจิตใจของตนเอง อาจทำให้เด็กของเรา คิด น้อย เพราะเราไม่ได้ฝึกให้เขาคิด แต่ฝึกให้เขาให้เขาทำตาม สถิติต่างๆด้านสังคม น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเราทำการศึกษา ผิดวิธีมานานแล้ว เด็กไทยท้องในวัยเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย นะครับ เด็กไทยขาดการอดทนอดกลั้น มีความอยากในวัตถุมากขึ้น อดทนน้อยลง และขาดจิตสำนึกในควาเป็นไทย

ทุกวันนี้เราจะเห็นปัญหาสังคมมากมายที่มาจากผลของการใช้การศึกษามาเป็นเครื่องมือ ในการแข่งขัน ถึงเวลารึยังที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พ่อแม่และสังคมจีนได้บ่มเพราะฝึกฝนลูกหลานชาวจีนให้ขยัน อดทน และประหยัด เหล่านี้คือการศึกษา

วันนี้จีนกำลังจะก้าวสู้ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งโลก แซงอเมริกา เพราะอัตราเงินออมของคนจีน สูงถึง 40 % ในขณะที่อัตราเงินออมของอเมริกัน ประมาณ 0% สังคมไทยขาดความรับผิดชอบที่ควรให้การศึกษากับประชาชน เห็นได้จากการที่เรากำลังปลูกฝังให้คนใช้เงินที่ยังไม่มีอยู่ นั่นคือ บัตรเครดิต และเงินกู้ส่วนบุคคล รถยนต์คันแรก ผ่อนไอโฟน ผ่อนท่องเที่ยว ดอกเบี้ย 0% และนั่นอาจทำให้อัตราเงินออมของไทยติดลบ ด้วยนโยบาย”แจกแหลก” นี่เอง เรากำลังปลูกฝั่งให้คนของเรา”รอของแรก” แทนที่จะฝึกให้ทำมาหากิน

ถึงเวลาที่จะเริ่มจัดโรงเรียนเพื่อผู้เรียนทำห้องเรียนให้มีความสุข เลิกเอาคะแนนมาเป็นเครื่องมือบังคับให้เด็กเรียน เลิกต้อนเด็กไปทำกิจกรรมที่เขาไม่อยากทำ หันมาสร้างความรักในงาน ส่งเสริมกิจกรรมดีๆที่เขาอยากทำ ให้มีส่วนในการคิด และฝึกให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและตนเอง เลิกการสอนแบบท่องจำ แต่มุ่งเน้นให้เขาแสวงหาความรู้ ค้นคว้าและมีความสุขกับการอ่าน การหาข้อมูล เปิดพื้นที่ให้เขาแสดงออก รับฟังและร่วมกันพัฒนาโรงเรียนให้น่าเรียน  การติดสินบน รับสินบน จนจะกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ ต้องโนรังเกลียด เหยียดหยามการก้มหัวให้อำนาจ ให้ตำแหน่งต้องหมดไป คนไทยทุกคนต้องมีศักดิ์ศรี ก้มหัวให้ความดีไม่ใช่ตำแหน่งปลอมๆ นี่คือหนึ่งใน”เป้าหมายการศึกษา”ที่สังคมต้องช่วยกัน

ประกาศปี 58 เด็กไทยต้องอ่านออกเขียนได้

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยในปัจจุบันว่า ในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยทุ่มงบประมาณด้านการศึกษา แต่กลับไม่ได้คุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้นโดยเห็นได้จากผลสะท้อนของการทดสอบระดับนานาชาติ และผลการสอบ TIMSS ที่ระบุว่า ผลการเรียนของเด็กไทยในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการพัฒนาและต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาของระบบการศึกษาไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงบประมาณ แต่อยู่ที่ความด้อยประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร และการการขาดแคลนครูที่มีทักษะในสาขาวิชานั้นๆ และเมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่าเด็กไทยยังอ่อนใน 3 วิชาหลัก ทั้งภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่านักเรียนไทยจะใช้เวลาในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนถึง 6 ชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่านักเรียนในประเทศเกาหลี แต่ผลการสอบระดับนานาชาติกลับได้คะแนนต่ำกว่า

จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายและกำหนดจุดมุ่งหมายสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชาติ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักค่านิยม 12 ประการ และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนดังกล่าว เรื่องของการอ่านออกเขียนได้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงการเรียนรู้ด้านภาษาก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะจะนำไปสู่การเรียนรู้วิชาอื่นต่อไป โดยได้สำรวจนักเรียนที่มีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่ามีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาและมีทักษะการอ่านออกเขียนได้ที่ไม่สูงเท่าที่ต้องการ ดังนั้นจึงได้กำหนดให้มีกระบวนการพัฒนานักเรียนให้ปลอดจากการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยนำเอานวัตกรรมใหม่มาใช้เพื่อการพัฒนาและกำหนดเป็นมาตรการเร่งด่วนตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการต่อไป

ปัญหาต่างๆไม่ว่าจะเป็นการย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กติดตามมากับพ่อแม่ที่เป็นแรงงานต่างด้าว หรือเด็กชาติพันธุ์ ซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการทำให้เด็กได้มีการพัฒนาตนเอง หากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ การที่จะไปเรียนวิชาอื่นย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ ทำให้เด็กทุกคนที่อยู่ในระบบการศึกษาอ่านออกเขียนได้ มีความเข้าใจในสิ่งที่อ่านและเขียน นี่คือหัวใจสำคัญของการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐาน ศธ.มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริม สนับสนุน เร่งรัด และพัฒนาการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้องเน้นคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ

การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ

ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริงส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้สนองตอบความต้องการด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจ

พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครูด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่าจัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ตั้งแต่ ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน

ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้มีการประนอมและไกล่เกลี่ยหนี้ รวมทั้งขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่มขึ้นส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้

ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครูผู้สอนในสาขาต่างๆมีจำนวนลดลง

ปัจจุบันนี้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูเป็นจำนวนมาก

ซึ่งถือว่าเป็นสภาวะวิกฤติไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ปัญหาการขาดแคลนครูเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งสภาวะการขาดแคลนครูเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพราะครูคือผู้นำนโยบายกี่ปฏิรูปการศึกษาไปสู่การปฏิวัติและยกระดับคุณภาพเยาวชนสู่การเป็นทรัพยากรมนุษย์และเป็นอนาคตของชาติบ้านเมือง ซึ่งปัญหาการขาดแคลนครูในปัจจุบันนี้หน่วยงานต่างๆต่างก็ช่วยกันคิดหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาในทุกสังกัดพบว่า ขณะนี้ขาดแคลนบุคลากรผู้สอนในสาขาต่างๆ อยู่ประมาณ 120,000 คน โดยในจำนวนดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งความขาดแคลนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นเพราะหน่วยงานที่ควบคุมอัตรากำลังคนภาครัฐมีนโยบายลดกำลังคนภาครัฐลง และนโยบายดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับบุคลากรทางการศึกษาด้วย จึงทำให้ได้รับอัตราเกษียณในแต่ละปีกลับคืนมาเพียง 20%เท่านั้น บวกกับมีข้าราชการครูที่เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ขาดครูเพิ่มขึ้นไปอีก

สภาวะการขาดแคลนครูที่เกิดขึ้นในประเทศที่ศึกษาเป็นปัญหาทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ในเชิงปริมาณพบว่าส่วนใหญ่ขาดแคลนทั้งครูและอาจารย์ใหญ่/ผู้บริหารโรงเรียน โรงเรียนที่ขาดแคลนครูส่วนมากเป็นโรงเรียนมัธยม โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนที่ตั้งในเขตชนบท สาขาวิชาที่ขาดครูมากที่สุด ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ และหลายประเทศมีปัญหาขาดแคลนครูเพศชาย ในเชิงคุณภาพพบว่าเกือบทุกประเทศจ้างครูที่มีวุฒิไม่ตรงวิชาที่สอน หรือครูที่มีวุฒิการศึกษาต่ำ/ต่ำกว่าเกณฑ์ รวมทั้งประสบปัญหาการที่ครูขาดศรัทธาวิชาชีพ ขาดความเข้าใจพหุวัฒนธรรม ด้อยประสบการณ์ในการทำงาน ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี และความรู้เนื้อหาวิชาที่ทันสมัย

ค่าตอบแทนครูต่ำ

เมื่อเปรียบเทียบกับวิชาชีพอื่นๆที่รับผิดชอบต่ออนาคตและความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ จากการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า 95% ของครูไทยเป็นหนี้และภาวะหนี้สินนี้ ส่งผลให้ครูขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานและมีผลกระทบต่อการเรียนการสอนของตน รวมทั้งการที่รัฐไม่สามารถปรับ เงินเดือนข้าราชการครูให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ครูส่วนใหญ่มีปัญหาทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากรายได้น้อยแต่ค่าครองชีพสูง ครูบางส่วนต้องหารายได้เพิ่มจากการประกอบอาชีพเสริมต่างๆ ซึ่งบางครั้งเป็นการเบียดบังเวลางาน และส่งผลให้ครูเอาใจใส่ต่อการเรียนการสอนน้อยลง

การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ

การเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขนั้น ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงมาตรฐานการจัดการศึกษาที่กำหนดในการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ คือผู้เรียนจะต้องเกิดกระบวนการเรียนรู้ตรงตามเป้าหมายการเรียนรู้ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จึงมีบทบาสำคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนจำเป็นจะต้องบูรณาการภารกิจของการวิจัยมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้

การกำหนดหลักสูตรที่ดี

ก็จะเป็นเสมือนแสงไฟที่ส่องทางไปสู่ความสำเร็จของบุคคลที่เดินตามแสไฟที่ส่องนำทางนี้ แสงไฟจึงต้องส่องแสงไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาคน มิใช่ส่องไปแบบไร้ทิศทาง อย่างไรก็ตามหลักสูตรต้องเป็นที่เข้าใจได้สำหรับผู้ใช้หลักสูตรต้องมีความเป็นเหตุเป็นผล มีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน และมีความกลมกลืนทั้งในส่วนของวิชาเดียวกันที่สอนในชั้นที่ต่างระดับกันที่เรียกว่า การกลมกลืนและเกี่ยวพันในแนวตั้ง และในส่วนของวิชาที่ต่างกัน แต่สอนในระดับเดียวกัน คือในแนวนอน รวมถึงความเกี่ยวพันกับโครงสร้างและความต้องการของสังคม เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ประโยชน์ของการเรียนรู้อย่างแท้จริงในชีวิตประจำวัน

การศึกษาไทยในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นการผลิตคนให้รับใช้สังคมเท่านั้น เนื่องจากหลักสูตรที่จัดทำออกมาไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชนบท ทำให้คนเหล่านั้นก้าวจากสังคมชนบทไปตั้งหลักแหล่งในสังคมเมืองแทนที่จะกลับไปพัฒนาท้องถิ่นตนเอง ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่มีการจัดระบบการศึกษาไทยการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาถ้าเปลี่ยนแปลงโดยยึดถือแต่ โรงเรียน ครู นักเรียน และเนื้อหาวิชาเป็นหลักโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมอื่นอย่างเท่าเทียม ถ้าการศึกษาไทยยังเป็นเช่นนี้ผลเสียจะเกิดต่อนักเรียน จิตสำนึกความเป็นครู และสังคม นักเรียนจะกลายเป็นผู้ที่มีความรู้แต่ปฎิบัติไม่ได้เนื่องจากเข้าไปไม่ถึงปัญหาที่แท้จริงหลักสูตรยังคงเน้นการวัดผลให้นักเรียนจดจำเนื้อหา

การจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบภายในของสถานศึกษา เช่น ผู้สอน ผู้เรียน หลักสูตร สื่อ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้กิจกรรมต่างๆของสถานศึกษาดำเนินไปได้ด้วยดี คือผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งจะต้องระดมสรรพกำลังบุคลากรทุกฝ่ายตั้งแต่ ผู้สอน ผู้เรียน กรรมการสถานศึกษา และชุมชน มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ เพื่อกำหนดทิศทางหรือวิสัยทัศน์ จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา จัดทำแผนปฏิบัติการ การดำเนินงานตามแผน การนิเทศติดตามผล และการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของสถานศึกษา